อิทธิบาท 4
คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ
๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ
วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง
จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อกุศลกรรม 10 ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพวิศวคอม
1.ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ฆ่าสัตว์
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
2.ขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่ออกแบบระบบที่มีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หรือไม่ล่าวงละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่แล้ว
3. ประพฤติผิดในกาม
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
4. โกหก หลอกลวง
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่โกหกหลอกลวงผู้ที่เข้ามาใช้ระบบคือ ออกแบบระบบตามความเป็นจริงไม่โกหกหลอกลวงไปในทางที่ผิด
5. พูดส่อเสียด ดูถูก
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
6. พูดหยาบ
นำมาประยุกต์ใช้ = ในการออกแบบระบบควรใช้คำที่สุภาพไม่หยาบคาย และใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ
7. พูดเพ้อเจ้อ นินทา
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
8. เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
นำมาประยุกต์ใช้ = การออกแบบระบบควรคิดค้นขึ้นเองไม่ควรไปลอกเลียนแบบของผู้อื่น หรือไม่ควรคิดที่จะไปเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง
9. คิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่ใช่ว่าเห็นระบบของผู้อื่นดี ทำให้เกิดความอิจฉาแร้วไปคิดร้ายหรือทำลายระบบของผู้อื่น
10. เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
2.ขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่ออกแบบระบบที่มีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หรือไม่ล่าวงละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่แล้ว
3. ประพฤติผิดในกาม
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
4. โกหก หลอกลวง
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่โกหกหลอกลวงผู้ที่เข้ามาใช้ระบบคือ ออกแบบระบบตามความเป็นจริงไม่โกหกหลอกลวงไปในทางที่ผิด
5. พูดส่อเสียด ดูถูก
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
6. พูดหยาบ
นำมาประยุกต์ใช้ = ในการออกแบบระบบควรใช้คำที่สุภาพไม่หยาบคาย และใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ
7. พูดเพ้อเจ้อ นินทา
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
8. เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
นำมาประยุกต์ใช้ = การออกแบบระบบควรคิดค้นขึ้นเองไม่ควรไปลอกเลียนแบบของผู้อื่น หรือไม่ควรคิดที่จะไปเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง
9. คิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่ใช่ว่าเห็นระบบของผู้อื่นดี ทำให้เกิดความอิจฉาแร้วไปคิดร้ายหรือทำลายระบบของผู้อื่น
10. เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
นำมาประยุกต์ใช้ = ไม่มี
วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อกุศลกรรม10
1. ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ฆ่าสัตว์
2. ขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
3. ประพฤติผิดในกาม
4. โกหก หลอกลวง
5. พูดส่อเสียด ดูถูก
6. พูดหยาบ
7. พูดเพ้อเจ้อ นินทา
8. เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
9. คิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท
10. เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ผล ของอกุศลกรรมบถในแต่ละข้อ
- ผลของการทำร้ายสิ่งมีชีวิต ฆ่าสัตว์ จะเป็นคนรูปร่างไม่งาม มีโรคมาก สุขภาพไม่ดี กำลังกายอ่อนแอ เฉื่อยชา กลัวอะไรง่าย หวาดระแวง มีอุบัติเหตุบ่อย ตายก่อนวัยอันควร อายุสั้น
- ผลของการขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง จะเกิดมาฐานะไม่ดี อดอยาก หวังอะไรไม่สมหวัง ทำธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ ทรัพย์สินเสียหายพังพินาศ สิ่งของในครอบครองชำรุดเสียหาย
- ผลของการประพฤติผิดในกาม มีความต้องการทางเพศไม่ปกติ จะทำให้มีผู้เกลียดชัง เห็นหน้าแล้วก็ไม่ถูกชะตา เสียทรัพย์ไปเพราะกาม ถูกประจานได้รับความอับอายบ่อย ร่างกายไม่สมประกอบ วิตก ระแวงเกินปกติ พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก คนที่รักไม่ได้ ได้คนที่ไม่รัก พบแต่คนที่มีเจ้าของแล้วมาชอบ คู่มีตำหนิเช่นเจ้าชู้,หม้ายหรืออายุมาก
- ผลของการโกหก หลอกลวง มีจิตบิดเบี้ยวเข้าใจอะไรผิดง่ายๆ จะเป็นคนพูดไม่ชัด ฟันไม่เป็นระเบียบ ปากเหม็นแม้จะดูแลแล้ว ไอตัวร้อนจัด ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย แม้จะฉลาดเพียงไหนก็จะพบเหตุที่ต้องเสียรู้คนอื่น
- ผลของการพูดส่อเสียด ดูถูก จะเป็นคนชอบตำหนิตนเอง จะถูกลือโดยไม่มีความจริง แตกจากมิตรสหาย จะเกิดในตระกูลต่ำ
- ผลของการ พูดหยาบ จะเป็นคนอยู่ในสถานที่ได้ยินเสียงที่น่ารบกวนไม่สงบ ทั้งบ้านและที่ทำงาน มักหงุดหงิดรำคาญในเสียงต่างๆได้ง่าย มีผิวกายหยาบ น้ำเสียงหยาบ แก้วเสียงไม่ดี เสียงเป็นที่ระคายโสตประสาทของผู้อื่น
- ผลของการพูดเพ้อเจ้อ นินทา จะเป็นคนไม่มีเครดิต ไม่มีใครเกรงใจ เวลาพูดไม่มีใครสนใจฟัง เป็นคนไม่มีอำนาจ มีจิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ สับสน
- ผลของการเพ่งเล็งอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตน จะเป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาคุณงามความดีไม่ได้ เกิดในครอบครัวอาชีพที่ต่ำต้อย ต้องได้รับคำติเตียนบ่นด่าว่าบ่อย หวังสิ่งใดไม่สมหวัง เสี่ยงโชคยังไงก็ไม่ได้
- ผลของการคิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท จะเป็นคนมีโรคมาก ผิวพรรณและรูปร่างดวงตาไม่สวย มีโรคทรมาน ตายทรมาน โดนทำร้ายตาย
- ผลของ เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จะเกิดในถิ่นห่างไกลความเจริญ คนป่าคนดอย ด้อยการศึกษา ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมะที่ทำให้ใจสงบให้ใจปล่อยวาง ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเหมือนเกิดมาว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้
ส่วนบาปที่อยู่บอกเหนือ อกุศลกรรมบถ ก็จะมีเรื่องของศีลข้อที่ห้า คือการดื่มสุราเสพยาเสพติด
- ผลของการชอบดื่มสุราจนเมามาย เสพยาเสพติดกดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท จะทำให้เป็นคนโดนหลอกง่าย ต้องอยู่ร่วมทำงานกับคนพาลชวนทะเลาะ รักษาทรัพย์รักษาชื่อเสียงไว้ไม่ได้ เรียงลำดับการพูดไม่รู้เรื่อง สติปัญญาและสมองไม่แจ่มใส
http://www.oknation.net/blog/zaiseefa/2010/03/11/entry-2
2. ขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
3. ประพฤติผิดในกาม
4. โกหก หลอกลวง
5. พูดส่อเสียด ดูถูก
6. พูดหยาบ
7. พูดเพ้อเจ้อ นินทา
8. เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
9. คิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท
10. เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ผล ของอกุศลกรรมบถในแต่ละข้อ
- ผลของการทำร้ายสิ่งมีชีวิต ฆ่าสัตว์ จะเป็นคนรูปร่างไม่งาม มีโรคมาก สุขภาพไม่ดี กำลังกายอ่อนแอ เฉื่อยชา กลัวอะไรง่าย หวาดระแวง มีอุบัติเหตุบ่อย ตายก่อนวัยอันควร อายุสั้น
- ผลของการขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง จะเกิดมาฐานะไม่ดี อดอยาก หวังอะไรไม่สมหวัง ทำธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ ทรัพย์สินเสียหายพังพินาศ สิ่งของในครอบครองชำรุดเสียหาย
- ผลของการประพฤติผิดในกาม มีความต้องการทางเพศไม่ปกติ จะทำให้มีผู้เกลียดชัง เห็นหน้าแล้วก็ไม่ถูกชะตา เสียทรัพย์ไปเพราะกาม ถูกประจานได้รับความอับอายบ่อย ร่างกายไม่สมประกอบ วิตก ระแวงเกินปกติ พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก คนที่รักไม่ได้ ได้คนที่ไม่รัก พบแต่คนที่มีเจ้าของแล้วมาชอบ คู่มีตำหนิเช่นเจ้าชู้,หม้ายหรืออายุมาก
- ผลของการโกหก หลอกลวง มีจิตบิดเบี้ยวเข้าใจอะไรผิดง่ายๆ จะเป็นคนพูดไม่ชัด ฟันไม่เป็นระเบียบ ปากเหม็นแม้จะดูแลแล้ว ไอตัวร้อนจัด ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย แม้จะฉลาดเพียงไหนก็จะพบเหตุที่ต้องเสียรู้คนอื่น
- ผลของการพูดส่อเสียด ดูถูก จะเป็นคนชอบตำหนิตนเอง จะถูกลือโดยไม่มีความจริง แตกจากมิตรสหาย จะเกิดในตระกูลต่ำ
- ผลของการ พูดหยาบ จะเป็นคนอยู่ในสถานที่ได้ยินเสียงที่น่ารบกวนไม่สงบ ทั้งบ้านและที่ทำงาน มักหงุดหงิดรำคาญในเสียงต่างๆได้ง่าย มีผิวกายหยาบ น้ำเสียงหยาบ แก้วเสียงไม่ดี เสียงเป็นที่ระคายโสตประสาทของผู้อื่น
- ผลของการพูดเพ้อเจ้อ นินทา จะเป็นคนไม่มีเครดิต ไม่มีใครเกรงใจ เวลาพูดไม่มีใครสนใจฟัง เป็นคนไม่มีอำนาจ มีจิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ สับสน
- ผลของการเพ่งเล็งอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตน จะเป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาคุณงามความดีไม่ได้ เกิดในครอบครัวอาชีพที่ต่ำต้อย ต้องได้รับคำติเตียนบ่นด่าว่าบ่อย หวังสิ่งใดไม่สมหวัง เสี่ยงโชคยังไงก็ไม่ได้
- ผลของการคิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท จะเป็นคนมีโรคมาก ผิวพรรณและรูปร่างดวงตาไม่สวย มีโรคทรมาน ตายทรมาน โดนทำร้ายตาย
- ผลของ เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จะเกิดในถิ่นห่างไกลความเจริญ คนป่าคนดอย ด้อยการศึกษา ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมะที่ทำให้ใจสงบให้ใจปล่อยวาง ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเหมือนเกิดมาว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้
ส่วนบาปที่อยู่บอกเหนือ อกุศลกรรมบถ ก็จะมีเรื่องของศีลข้อที่ห้า คือการดื่มสุราเสพยาเสพติด
- ผลของการชอบดื่มสุราจนเมามาย เสพยาเสพติดกดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท จะทำให้เป็นคนโดนหลอกง่าย ต้องอยู่ร่วมทำงานกับคนพาลชวนทะเลาะ รักษาทรัพย์รักษาชื่อเสียงไว้ไม่ได้ เรียงลำดับการพูดไม่รู้เรื่อง สติปัญญาและสมองไม่แจ่มใส
http://www.oknation.net/blog/zaiseefa/2010/03/11/entry-2
กุศลกรรม10
1. งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตให้ตาย และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า สร้างจิตให้เมตตารักใคร่คน และสัตว์ดิรัจฉาน มีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะให้คน มีความปราศจากทุกข์โดยทั่วหน้ากัน มีความกรุณาสงสารคนและสัตว์ผู้ประสบความทุกข์ยาก งดเว้นการเบียดเบียนให้คนและสัตว์เดือดร้อน เช่น ทำให้อวัยวะ มีแขน ขา เป็นต้น ของคนและสัตว์ให้หักหรือพิการ หรือทรมานสัตว์ให้ได้รับความเหนื่อยยากลำบาก มีมุทิตาพลอยยินดีในเมื่อคนและสัตว์ได้ดี มีลาภ มียศ มีความสุข ความเจริญ งดเว้นจากการอิจฉาริษยาคนและสัตว์ที่ดีกว่าตน และตั้งจิตเป็นอุเบกขาวางเฉย ในเมื่อประสบคนและสัตว์ที่ถึงความปิติ จนไม่สามารถจะช่วยได้ โดยพิจารณาว่าเป็นกรรมของคนและสัตว์นั้นเอง
2. งดเว้นจากการลักขโมยสิ่งของ ๆ คนและสัตว์ และไม่ใช้ให้ผู้อื่นลักขโมย ไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นต้องเสียทรัพย์และชื่อเสียง
หมั่นบำเพ็ญทาน และสละทรัพย์ และสิ่งของให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และสาธารณประโยชน์เสมอ ๆ เพื่อทำให้จิตใจบรรเทาเบาบางลงจากความตระหนี่ และความโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน
3. งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ ไม่ข่มขืน ทำลามกอนาจาร ล่วงละเมิดสิทธิสตรีและบุรุษอื่น เรียกว่าไม่ทำชู้ในสามีและภรรยาของผู้อื่น พยายามถือสันโดษ ยินดีเฉพาะในภรรยาหรือสามีของตนเท่านั้น ไม่รักหญิงอื่นยิ่งกว่าภรรยาของตน
แม้สิ่งของใด ๆ ของใคร ๆ ก็ไม่ถือโอกาสเอาไปใช้ หรือแตะต้องก่อนได้รับอนุญาติจากเจ้าของ โดยถือหลักว่า “เมื่อไม่มีสิ่งที่ตัวชอบ จงชอบสิ่งที่ตัวมี”
4. งดเว้นจากการพูดเท็จ คือ ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดตามที่ตนพูด เช่น สิ่งใดที่เรารู้เราเห็น เมื่อเขาถาม เรากลับตอบว่าเราไม่รู้เราไม่เห็น และสิ่งใดที่เราไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับตอบว่าเรารู้เราเห็น เป็นต้นเช่นนี้
พยายามพูดแต่คำที่สัตย์จริง หากคำใดเราเห็นว่าพูดออกไปแล้วแม้เป็นความจริง แต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เราก็งดเสียไม่พูดเลย เพราะถ้าไม่พูดคำจริงเราก็พูดเท็จ อันเป็นการทำให้เราเสียกุศลกรรมบถอันนี้
5. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ได้แก่การฟังข้างนี้ แล้วเอาไปบอกข้างโน้น เพื่อจะทำลายข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้วเอามาบอกข้างนี้ เพื่อจะทำลายข้างโน้น คือ มุ่งหมายยุยงให้เขาแตกจากกัน ทำลายความพร้อมเพรียงกัน
ส่งเสริมผู้ที่แตกกันแล้วให้แตกมากยิ่งขึ้น ยินดีเพลิดเพลินในความเป็นพรรคเป็นพวก เข้าข้างพวกโน้นบ้างพวกนี้บ้าง ทำพรรคต่อพรรคให้แตกจากกัน ตั้งใจพูดแต่คำที่จะสมานไมตรีเชื่อมโยงให้คนโน้นคนนี้มีความรักใคร่ นับถือกัน พูดให้พรรคต่อพรรคปรองดองกลมเกลียวสามัคคีกัน ถ้าเห็นว่าจะช่วยให้เขาสามัคคีกันไม่ได้ก็งดเสีย
6. งดเว้นจากการพูดวาจาหยาบคายที่เผ็ดร้อน ที่เป็นปม เป็นที่ขัดข้องของผู้อื่น เป็นที่ระคายหูของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งเป็นคำด่าคำแช่ง แม้แต่กับสัตว์ดิรัจฉานก็ไม่ควรพูดเลย เพราะเป็นการส่อสันดานของตนเองว่าเป็นคนเลว
พยายามพูดแต่คำที่อ่อนหวาน เรียบร้อย นุ่มนวล ละมุนละไม เป็นที่พอใจชุ่มชื่นเบิกบานใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง
7. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ งดการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ในสถานที่ที่เขาไม่ต้องการให้เราพูด การพูดมากไปกว่าความจริง พูดไม่มีเหตุผล พูดวาจาไม่มีหลักฐาน ไม่พูดตามธรรมวินัย พูดไม่รู้จักหยุด แม้ไม่มีใครอยากฟังแล้วก็ยังพูดเรื่อยเปื่อยไปโดยไม่มีประโยชน์
ต้องใช้สติสัมปชัญญะในการพูดทุกครั้ง ถึงเป็นเรื่องจริงก็ต้องพูดให้ถูกกาลเทศะ พูดให้มีเหตุผลพอที่จะเชื่อถือได้ พูดให้ถูกตามธรรมตามวินัย พูดแต่พอเหมาะพอสมควรไม่ให้มากเกินเรื่องราวจนจับไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ซึ่งเรียกว่า “พูดเป็นน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” หรือ “พูดกระบุงเอาสักกระบายไม่ได้” ดังนี้ ถ้าเห็นว่าพูดแล้วมีประโยชน์แก่ผู้ฟังจึงพูด ถ้าเห็นว่าพูดแล้วจะไม่มีประโยชน์เลยก็อย่าพูดเสียดีกว่า จงนึกถึงภาษิตโบราณไว้เสมอว่า
“อันดีชั่วสุดนิยมที่ลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
จะถูกผิดเป็นมนุษย์เพราะพูดจา
จะเจรจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”
8. ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ได้แก่ เมื่อเห็นพัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สอย ทั้งที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณของผู้อื่นแล้ว แม้ตนจะชอบพอใจก็ไม่พยายามเพ่งว่า ขอให้สมบัติของผู้นั้นจงมาเป็นของเรา หรือครุ่นคิดแต่ในใจว่า ทำไฉนเราจึงจะได้ทรัพย์สมบัติของผู้นั้นหนอดังนี้
จงพยายามคิดให้เห็นว่า ทรัพย์สมบัติเครื่องใช้สอยอย่างดีเป็นอันมาก เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นก็เพราะเขาได้ทำความดีเป็นบุญเป็นกุศลมาก่อน แม้ชาตินี้เราไม่เห็นเขาทำอะไร ก็คงเป็นเพราะเขาทำมาแล้วแต่อดีตชาติโน้น ผลจึงเกิดสนองให้เขาเป็นคนมั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติอันน่าปลื้มใจ เช่นนั้นถ้าเราไปโลภอยากได้ของเขา จะทำให้เกิดเป็นบาปแก่ใจ คือเป็นสนิมเกาะกินจิตใจของเราเหมือนสนิมอันเกิดแก่เหล็ก และเกาะกินเนื้อเหล็กฉะนั้น ทำให้จิตใจของเรากร่อนอ่อนกำลังลงไม่สามารถจะทำความดีอย่างอื่นได้
ควรพยายามแสดงมุทิตาจิตพลอยยินดีต่อผู้นั้น แล้วพยายามบำเพ็ญบุญกุศล เช่นให้ทาน เสียสละความโลภของตนให้เบาบางลง และขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่นในการทำความดีเป็นต้น ผลจะบังเกิดแก่ตนเองในภายหลัง
9. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา คือ ไม่คิดอยากให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่จองเวรต่อสัตว์และคนอื่น ไม่ตั้งใจที่จะให้ใคร ๆ เป็นผู้ฉิบหาย หรือวิบัติด้วยประการใด
แม้จะโกรธเคืองใครบ้าง โดยที่เขามาทำอะไรให้เสียหาย หรือมาด่าว่าให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ไม่อาจอาฆาตพยาบาทจองเวรผู้นั้นต่อไปอีก เช่น เขามาทำร้ายเราก็ให้คิดเสียว่า เพราะเราระวังตัวไม่ดีหรือเพราะเราเคยทำร้ายให้เขาเดือดร้อนมาก่อนแล้ว กรรมจึงติดตามมาสนองเรา ขอให้เป็นการใช้หนี้
กรรมกันสุดสิ้นแต่เพียงชาตินี้เถิด หรือเขามาโกงเงินเรา โดยยืมไปแล้วไม่ใช้คืน หรือเข้าหุ้นกันแล้วเขาโกงไปเสีย เช่นนี้จงคิดว่าเราเคยโกงเขามาแล้วในชาติก่อนโน้น เขาจึงโกงเอาคืนไป ขอให้สิ้นสุดเวรกรรมกันเสียที ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นจงเป็นผู้มีความสุขปราศจากทุกข์ มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด อย่าพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกันเลย พิจารณาให้เห็นโทษว่า การพยาบาทนั้นมันทำให้เราเดือดร้อนกระวนกระวาย กระสับกระส่ายเป็นทุกข์ใจไปคนเดียว เราเป็นผู้ขาดทุนคนเดียวแท้ ๆ จักผ่อนคลายความพยาบาทลงได้มากทีเดียว หรือคิดให้เห็นว่า ความพยาบาทนี้หากจองเวรกันตลอดไปแล้วย่อมไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนงูเห่ากับพังพอน
10. เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม ได้แก่ เห็นว่าบุญมีจริงบาปมีจริง ผลของบุญมี ผลของบาปมี คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว นรกมี สวรรค์มี และนิพพานก็มี โลกนี้โลกอื่นมี ชาตินี้ชาติหน้ามี
http://www.bcoms.net/buddhism/detail.asp?id=170
2. งดเว้นจากการลักขโมยสิ่งของ ๆ คนและสัตว์ และไม่ใช้ให้ผู้อื่นลักขโมย ไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นต้องเสียทรัพย์และชื่อเสียง
หมั่นบำเพ็ญทาน และสละทรัพย์ และสิ่งของให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และสาธารณประโยชน์เสมอ ๆ เพื่อทำให้จิตใจบรรเทาเบาบางลงจากความตระหนี่ และความโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน
3. งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ ไม่ข่มขืน ทำลามกอนาจาร ล่วงละเมิดสิทธิสตรีและบุรุษอื่น เรียกว่าไม่ทำชู้ในสามีและภรรยาของผู้อื่น พยายามถือสันโดษ ยินดีเฉพาะในภรรยาหรือสามีของตนเท่านั้น ไม่รักหญิงอื่นยิ่งกว่าภรรยาของตน
แม้สิ่งของใด ๆ ของใคร ๆ ก็ไม่ถือโอกาสเอาไปใช้ หรือแตะต้องก่อนได้รับอนุญาติจากเจ้าของ โดยถือหลักว่า “เมื่อไม่มีสิ่งที่ตัวชอบ จงชอบสิ่งที่ตัวมี”
4. งดเว้นจากการพูดเท็จ คือ ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดตามที่ตนพูด เช่น สิ่งใดที่เรารู้เราเห็น เมื่อเขาถาม เรากลับตอบว่าเราไม่รู้เราไม่เห็น และสิ่งใดที่เราไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับตอบว่าเรารู้เราเห็น เป็นต้นเช่นนี้
พยายามพูดแต่คำที่สัตย์จริง หากคำใดเราเห็นว่าพูดออกไปแล้วแม้เป็นความจริง แต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เราก็งดเสียไม่พูดเลย เพราะถ้าไม่พูดคำจริงเราก็พูดเท็จ อันเป็นการทำให้เราเสียกุศลกรรมบถอันนี้
5. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ได้แก่การฟังข้างนี้ แล้วเอาไปบอกข้างโน้น เพื่อจะทำลายข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้วเอามาบอกข้างนี้ เพื่อจะทำลายข้างโน้น คือ มุ่งหมายยุยงให้เขาแตกจากกัน ทำลายความพร้อมเพรียงกัน
ส่งเสริมผู้ที่แตกกันแล้วให้แตกมากยิ่งขึ้น ยินดีเพลิดเพลินในความเป็นพรรคเป็นพวก เข้าข้างพวกโน้นบ้างพวกนี้บ้าง ทำพรรคต่อพรรคให้แตกจากกัน ตั้งใจพูดแต่คำที่จะสมานไมตรีเชื่อมโยงให้คนโน้นคนนี้มีความรักใคร่ นับถือกัน พูดให้พรรคต่อพรรคปรองดองกลมเกลียวสามัคคีกัน ถ้าเห็นว่าจะช่วยให้เขาสามัคคีกันไม่ได้ก็งดเสีย
6. งดเว้นจากการพูดวาจาหยาบคายที่เผ็ดร้อน ที่เป็นปม เป็นที่ขัดข้องของผู้อื่น เป็นที่ระคายหูของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งเป็นคำด่าคำแช่ง แม้แต่กับสัตว์ดิรัจฉานก็ไม่ควรพูดเลย เพราะเป็นการส่อสันดานของตนเองว่าเป็นคนเลว
พยายามพูดแต่คำที่อ่อนหวาน เรียบร้อย นุ่มนวล ละมุนละไม เป็นที่พอใจชุ่มชื่นเบิกบานใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง
7. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ งดการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ในสถานที่ที่เขาไม่ต้องการให้เราพูด การพูดมากไปกว่าความจริง พูดไม่มีเหตุผล พูดวาจาไม่มีหลักฐาน ไม่พูดตามธรรมวินัย พูดไม่รู้จักหยุด แม้ไม่มีใครอยากฟังแล้วก็ยังพูดเรื่อยเปื่อยไปโดยไม่มีประโยชน์
ต้องใช้สติสัมปชัญญะในการพูดทุกครั้ง ถึงเป็นเรื่องจริงก็ต้องพูดให้ถูกกาลเทศะ พูดให้มีเหตุผลพอที่จะเชื่อถือได้ พูดให้ถูกตามธรรมตามวินัย พูดแต่พอเหมาะพอสมควรไม่ให้มากเกินเรื่องราวจนจับไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ซึ่งเรียกว่า “พูดเป็นน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” หรือ “พูดกระบุงเอาสักกระบายไม่ได้” ดังนี้ ถ้าเห็นว่าพูดแล้วมีประโยชน์แก่ผู้ฟังจึงพูด ถ้าเห็นว่าพูดแล้วจะไม่มีประโยชน์เลยก็อย่าพูดเสียดีกว่า จงนึกถึงภาษิตโบราณไว้เสมอว่า
“อันดีชั่วสุดนิยมที่ลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
จะถูกผิดเป็นมนุษย์เพราะพูดจา
จะเจรจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”
8. ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ได้แก่ เมื่อเห็นพัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สอย ทั้งที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณของผู้อื่นแล้ว แม้ตนจะชอบพอใจก็ไม่พยายามเพ่งว่า ขอให้สมบัติของผู้นั้นจงมาเป็นของเรา หรือครุ่นคิดแต่ในใจว่า ทำไฉนเราจึงจะได้ทรัพย์สมบัติของผู้นั้นหนอดังนี้
จงพยายามคิดให้เห็นว่า ทรัพย์สมบัติเครื่องใช้สอยอย่างดีเป็นอันมาก เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นก็เพราะเขาได้ทำความดีเป็นบุญเป็นกุศลมาก่อน แม้ชาตินี้เราไม่เห็นเขาทำอะไร ก็คงเป็นเพราะเขาทำมาแล้วแต่อดีตชาติโน้น ผลจึงเกิดสนองให้เขาเป็นคนมั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติอันน่าปลื้มใจ เช่นนั้นถ้าเราไปโลภอยากได้ของเขา จะทำให้เกิดเป็นบาปแก่ใจ คือเป็นสนิมเกาะกินจิตใจของเราเหมือนสนิมอันเกิดแก่เหล็ก และเกาะกินเนื้อเหล็กฉะนั้น ทำให้จิตใจของเรากร่อนอ่อนกำลังลงไม่สามารถจะทำความดีอย่างอื่นได้
ควรพยายามแสดงมุทิตาจิตพลอยยินดีต่อผู้นั้น แล้วพยายามบำเพ็ญบุญกุศล เช่นให้ทาน เสียสละความโลภของตนให้เบาบางลง และขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่นในการทำความดีเป็นต้น ผลจะบังเกิดแก่ตนเองในภายหลัง
9. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา คือ ไม่คิดอยากให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่จองเวรต่อสัตว์และคนอื่น ไม่ตั้งใจที่จะให้ใคร ๆ เป็นผู้ฉิบหาย หรือวิบัติด้วยประการใด
แม้จะโกรธเคืองใครบ้าง โดยที่เขามาทำอะไรให้เสียหาย หรือมาด่าว่าให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ไม่อาจอาฆาตพยาบาทจองเวรผู้นั้นต่อไปอีก เช่น เขามาทำร้ายเราก็ให้คิดเสียว่า เพราะเราระวังตัวไม่ดีหรือเพราะเราเคยทำร้ายให้เขาเดือดร้อนมาก่อนแล้ว กรรมจึงติดตามมาสนองเรา ขอให้เป็นการใช้หนี้
กรรมกันสุดสิ้นแต่เพียงชาตินี้เถิด หรือเขามาโกงเงินเรา โดยยืมไปแล้วไม่ใช้คืน หรือเข้าหุ้นกันแล้วเขาโกงไปเสีย เช่นนี้จงคิดว่าเราเคยโกงเขามาแล้วในชาติก่อนโน้น เขาจึงโกงเอาคืนไป ขอให้สิ้นสุดเวรกรรมกันเสียที ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นจงเป็นผู้มีความสุขปราศจากทุกข์ มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด อย่าพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกันเลย พิจารณาให้เห็นโทษว่า การพยาบาทนั้นมันทำให้เราเดือดร้อนกระวนกระวาย กระสับกระส่ายเป็นทุกข์ใจไปคนเดียว เราเป็นผู้ขาดทุนคนเดียวแท้ ๆ จักผ่อนคลายความพยาบาทลงได้มากทีเดียว หรือคิดให้เห็นว่า ความพยาบาทนี้หากจองเวรกันตลอดไปแล้วย่อมไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนงูเห่ากับพังพอน
10. เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม ได้แก่ เห็นว่าบุญมีจริงบาปมีจริง ผลของบุญมี ผลของบาปมี คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว นรกมี สวรรค์มี และนิพพานก็มี โลกนี้โลกอื่นมี ชาตินี้ชาติหน้ามี
http://www.bcoms.net/buddhism/detail.asp?id=170
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
งานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์
นับว่าการศึกษาในด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้นมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจาก ความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ที่ยังมีการ เจริญเติบโต อย่างต่อเนื่อง จากที่ก้าวมาแล้ว บัณฑิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ยังเป็นที่ต้องการ อย่างมาก วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถประกอบ อาชีพได้หลายอย่าง ซึ่งหน้าที่ การทำงาน หลักๆ ของ วิศวกรคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่หลายแบบด้วยกัน สามารถแบ่ง ออกได้ดังนี้
วิศวกรเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบและ ดูแลระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ CNE,System Admin ,Network Admin ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการ อย่างมากในปัจจุบัน เพราะการทำงาน บนคอมพิวเตอร์ กำลังเปลี่ยน รูปแบบไปเป็น การทำงานบนเครือข่าย แทนการทำงาน บนเครื่องเดียว (Standalone computer) CNE ทำงานในบริษัทด้าน ออกแบบเครือข่าย, ศูนย์คอมพิวเตอร์ของธนาคาร และบริษัทด้านอินเตอร์เน็ต
และมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น
วิศวกรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถเป็นผู้ออกแบบ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งปัจจุบัน การออกแบบ เป็นการผลิต Chips ซึ่งผู้ออกแบบ จะต้องเป็น วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมีความรู้ ด้านดิจิตอล การเขียนโปรแกรม VHDL และไมโครโปรเซสเซอร์ เป็นอย่างดี ซึ่งภาค COM เป็นภาคเดียว ที่มี การบรรจุหลักสูตร วิชาเหล่านี้เป็น วิชาบังคับและวิชาเลือก วิศวกรด้านนี้ จะทำงาน ในบริษัท หรือโรงงานผลิต อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นบริษัท Seagate เป็นต้น
วิศวกรสื่อสารข้อมูล (Data Communication Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานด้าน การออกแบบและ ควบคุมการสื่อสารข้อมูล ที่จะต้องมีความ เข้าใจด้าน Data Communication, Fiber Optics, etc. เป็นอย่างดี โดยจะทำงานที่เกี่ยวกับ กับ บริษัทด้านการสื่อสาร เช่น TT&T, Telecom Asia, UCOM, Jusmin, ชินวัตร เป็นต้น
วิศวกรซอฟท์แวร์ (Software Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ และวางขั้นตอน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางด้าน Software ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่มี ความต้องการทั่วโลก วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานด้านนั้ ในลักษณะ Freelance ผ่านระบบ Internet เช่นการรับจ้าง พัฒนาโปรแกรม การออกแบบ Web Site หรืออาจทำงานที่เกี่ยว กับบริษัทที่เป็น Software House หรือ Software Solution เช่น IBM, สหวิริยา, บริษัท Datamat เป็นต้น
ผู้บริหารระบบ (System Administrator)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ดูแลจัดระบบ คอมพิวเตอร์ขององค์กร หรือบริษัทที่มี ระบบคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ ในการประมวลผล เช่น ธนาคารต่างๆ, บริษัทด้าน Internet, บริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ, และมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น
ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)
วิศกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ วางโครงข่าย การทำงานของ ระบบคอมพิวเตอร์ และทำหน้าที่ วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การทำงานของระบบ ซึ่งประกอบด้วย Hardware และ Software SA ทำงานกับบริษัท ออกแบบและ วิเคราะห์ระบบที่ขาย Solution สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น บริษัท IBM, บริษัท Datamat เป็นต้น
นางสาว จิดาภา เชื้อสาวะถี พณ.2/12 เลขที่ 4
นับว่าการศึกษาในด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้นมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจาก ความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ที่ยังมีการ เจริญเติบโต อย่างต่อเนื่อง จากที่ก้าวมาแล้ว บัณฑิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ยังเป็นที่ต้องการ อย่างมาก วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถประกอบ อาชีพได้หลายอย่าง ซึ่งหน้าที่ การทำงาน หลักๆ ของ วิศวกรคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่หลายแบบด้วยกัน สามารถแบ่ง ออกได้ดังนี้
วิศวกรเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบและ ดูแลระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ CNE,System Admin ,Network Admin ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการ อย่างมากในปัจจุบัน เพราะการทำงาน บนคอมพิวเตอร์ กำลังเปลี่ยน รูปแบบไปเป็น การทำงานบนเครือข่าย แทนการทำงาน บนเครื่องเดียว (Standalone computer) CNE ทำงานในบริษัทด้าน ออกแบบเครือข่าย, ศูนย์คอมพิวเตอร์ของธนาคาร และบริษัทด้านอินเตอร์เน็ต
และมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น
วิศวกรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถเป็นผู้ออกแบบ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งปัจจุบัน การออกแบบ เป็นการผลิต Chips ซึ่งผู้ออกแบบ จะต้องเป็น วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมีความรู้ ด้านดิจิตอล การเขียนโปรแกรม VHDL และไมโครโปรเซสเซอร์ เป็นอย่างดี ซึ่งภาค COM เป็นภาคเดียว ที่มี การบรรจุหลักสูตร วิชาเหล่านี้เป็น วิชาบังคับและวิชาเลือก วิศวกรด้านนี้ จะทำงาน ในบริษัท หรือโรงงานผลิต อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นบริษัท Seagate เป็นต้น
วิศวกรสื่อสารข้อมูล (Data Communication Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานด้าน การออกแบบและ ควบคุมการสื่อสารข้อมูล ที่จะต้องมีความ เข้าใจด้าน Data Communication, Fiber Optics, etc. เป็นอย่างดี โดยจะทำงานที่เกี่ยวกับ กับ บริษัทด้านการสื่อสาร เช่น TT&T, Telecom Asia, UCOM, Jusmin, ชินวัตร เป็นต้น
วิศวกรซอฟท์แวร์ (Software Engineering)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ และวางขั้นตอน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางด้าน Software ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่มี ความต้องการทั่วโลก วิศวกรคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานด้านนั้ ในลักษณะ Freelance ผ่านระบบ Internet เช่นการรับจ้าง พัฒนาโปรแกรม การออกแบบ Web Site หรืออาจทำงานที่เกี่ยว กับบริษัทที่เป็น Software House หรือ Software Solution เช่น IBM, สหวิริยา, บริษัท Datamat เป็นต้น
ผู้บริหารระบบ (System Administrator)
วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ดูแลจัดระบบ คอมพิวเตอร์ขององค์กร หรือบริษัทที่มี ระบบคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ ในการประมวลผล เช่น ธนาคารต่างๆ, บริษัทด้าน Internet, บริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ, และมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น
ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)
วิศกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ วางโครงข่าย การทำงานของ ระบบคอมพิวเตอร์ และทำหน้าที่ วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การทำงานของระบบ ซึ่งประกอบด้วย Hardware และ Software SA ทำงานกับบริษัท ออกแบบและ วิเคราะห์ระบบที่ขาย Solution สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น บริษัท IBM, บริษัท Datamat เป็นต้น
นางสาว จิดาภา เชื้อสาวะถี พณ.2/12 เลขที่ 4
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
โดยหลักการแล้ว ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำงานตามหน้าที่ 4 ส่วนด้วยกัน คือ
1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
3.) ส่วนแสดงผล (Output Unit)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัสดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่
- คีย์บอร์ด (keyboard)
- เมาส์ (mouse)
- สแกนเนอร์ (scanner)
- อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ (finger scan)
- ไมโครโฟน(microphone)
- กล้องเว็บแคม (webcam)
อุปกรณ์ใน ส่วนรับข้อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก ส่วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
3.) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล (Output Unit) เป็นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่วนประมวลผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และแบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้
- แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และ เครื่องวาด (Plotter) เครื่องพิมพ์ (Printer)
เครื่องวาด (Plotter)
- แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำโพง (Speaker)
จอภาพ (monitor) เครื่องฉายภาพ (LCD Projector)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
หน่วยความจำ (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร
- หน่วยความจำชั่วคราว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็นหน่วยความจำที่ใช้ขณะคอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูลและชุดคำสั่งจะหายไปทุกครั้งที่เราปิดเครื่อง
- หน่วยความจำถาวรหรือ หน่วยความจำหลัก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม (ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์และจะไม่สูญหายเมื่อปิดเครื่อง
โดยหลักการแล้ว ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำงานตามหน้าที่ 4 ส่วนด้วยกัน คือ
1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
3.) ส่วนแสดงผล (Output Unit)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัสดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่
- คีย์บอร์ด (keyboard)
- เมาส์ (mouse)
- สแกนเนอร์ (scanner)
- อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ (finger scan)
- ไมโครโฟน(microphone)
- กล้องเว็บแคม (webcam)
อุปกรณ์ใน ส่วนรับข้อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก ส่วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
3.) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล (Output Unit) เป็นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่วนประมวลผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และแบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้
- แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และ เครื่องวาด (Plotter) เครื่องพิมพ์ (Printer)
เครื่องวาด (Plotter)
- แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำโพง (Speaker)
จอภาพ (monitor) เครื่องฉายภาพ (LCD Projector)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
หน่วยความจำ (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร
- หน่วยความจำชั่วคราว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็นหน่วยความจำที่ใช้ขณะคอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูลและชุดคำสั่งจะหายไปทุกครั้งที่เราปิดเครื่อง
- หน่วยความจำถาวรหรือ หน่วยความจำหลัก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม (ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์และจะไม่สูญหายเมื่อปิดเครื่อง
วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553
โปรแกรมล็อกโฟลเดอร์
สำหรับวิธีการล็อกโฟลเดอร์ที่เราอยากจะเก็บไว้เป็นความลับไม่ต้องการให้คนอื่นมาเปิดดู วิธีการง่ายๆ ให้คุณสร้างโฟลเดอร์ที่ต้องการจะเก็บไฟล์ ในที่นี้ขอสร้างเป็นชื่ Begin วิธีการสร้างโฟลเดอร์ทุกคนคงรู้อยู่แล้ว ให้เปิด Notepad แล้วพิมพ์ รูปแบบของการเขียนไฟล์ปลดล็อก.bat
ren ชื่อโฟลเดอร์.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}ชื่อโฟลเดอร์
ดังนั้นเราจึงต้องพิมพ์ว่า ren Begin.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D} Begin
(คำแนะนำตรงชื่อโฟลเดอร์ห้ามเว้นวรรค เช่น New Folder เพราะว่าใน Command ไม่รู้จักวรรค มันจะหาแค่โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า New เท่านั้น)
จากนั้นให้ไปที่ File -> Save As ตั้งชื่อว่า Key.bat จากนั้นกลับมาที่ Notepad อีกครั้งเพื่อเขียนโปรแกรมยกเลือกการล็อก (ปลดล็อก) ให้แก้โค้ดเป็นรูปแบบดังนี้
ren ชื่อโฟลเดอร์ ชื่อโฟลเดอร์. {20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}
ระหว่างชื่อโฟลเดอร์ให้เคาะหนึ่งเคาะ แล้วก็ตามด้วยชื่อโฟลเดอร์ จะได้โค้ดเป็น
ren Begin Begin.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}
จากนั้นให้ไปที่ File -> Save As ตั้งชื่อว่า Lock.bat เมื่อคุณต้องการล็อกโฟลเดอร์ ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Lock.bat เมื่อคุณต้องการ ปลดล็อกโฟลเดอร์ ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Key.bat พอกดล็อกแล้วโฟลเดอร์ที่ล็อก ลองเอาไปเล่นดู
ren ชื่อโฟลเดอร์.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}ชื่อโฟลเดอร์
ดังนั้นเราจึงต้องพิมพ์ว่า ren Begin.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D} Begin
(คำแนะนำตรงชื่อโฟลเดอร์ห้ามเว้นวรรค เช่น New Folder เพราะว่าใน Command ไม่รู้จักวรรค มันจะหาแค่โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า New เท่านั้น)
จากนั้นให้ไปที่ File -> Save As ตั้งชื่อว่า Key.bat จากนั้นกลับมาที่ Notepad อีกครั้งเพื่อเขียนโปรแกรมยกเลือกการล็อก (ปลดล็อก) ให้แก้โค้ดเป็นรูปแบบดังนี้
ren ชื่อโฟลเดอร์ ชื่อโฟลเดอร์. {20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}
ระหว่างชื่อโฟลเดอร์ให้เคาะหนึ่งเคาะ แล้วก็ตามด้วยชื่อโฟลเดอร์ จะได้โค้ดเป็น
ren Begin Begin.{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}
จากนั้นให้ไปที่ File -> Save As ตั้งชื่อว่า Lock.bat เมื่อคุณต้องการล็อกโฟลเดอร์ ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Lock.bat เมื่อคุณต้องการ ปลดล็อกโฟลเดอร์ ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Key.bat พอกดล็อกแล้วโฟลเดอร์ที่ล็อก ลองเอาไปเล่นดู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)